วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม

รวบรวมข้อมูลวัฒนธรรมและชาวต่างชาติ
 
บ้านบ้าน  CalendarCalendar  ช่วยเหลือช่วยเหลือ  ค้นหาค้นหา  รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้  สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register)  เข้าสู่ระบบ(Log in)  

Share | 
 

 ศาสนาเตรียมอ่าน

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
Admin
Admin
avatar

จำนวนข้อความ : 436
Join date : 20/10/2012
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ไม่มีรถเมล์ แถมอยู่ที่ Landlocked

ตั้งหัวข้อเรื่อง: ศาสนาเตรียมอ่าน    Thu Sep 19, 2013 10:06 pm

ไว้เตียมอ่านพรุ่งนี้นะ

_________________
เว็บไซต์เพื่อนบ้าน

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://siamois-wenhua.thai-forum.net
Admin
Admin
avatar

จำนวนข้อความ : 436
Join date : 20/10/2012
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ไม่มีรถเมล์ แถมอยู่ที่ Landlocked

ตั้งหัวข้อเรื่อง: สมัยสุโขทัย   Thu Sep 19, 2013 10:12 pm

มุกพูด

พระพุทธศาสนาสมัยสุโขทัย
เมื่อ ปี พ.ศ. 1890 พ่อขุนรามคำแหงมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้นิมนต์สมเด็จพระมหาเถรสังฆราชพร้อมด้วยคณะสงฆ์นิกายลังกาวงศ์จากเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นมาเทศนาสั่งสอนประชาชนที่กรุงสุโขทัย โดยให้จำพรรษาอยู่ที่วัดอรัญญิก ปรากฏว่าพระสงฆ์นิกายลังกาวงศ์นี้ เป็นที่เคารพนับถือของชาวสุโขทัยส่วนพระสงฆ์และศิลปะมหายานก็เสื่อมสูญไป

พ.ศ. 1897 พระมหาธรรมราชาลิไท หรือพระยาลิไท ทรงอาราธนาพระมหาสามีสังฆราชเมืองลังกานามว่า สุมนะ มาพำนักที่กรุงสุโขทัย พระองค์ได้เสด็จออกผนวช ณ วัดอรัญญิก เป็นการชั่วคราวแล้วทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ เตภูมิกถา หรือไตรภูมิพระร่วง


นอกจากนี้ยัง ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเป็นอเนกประการ เช่น ทรงสั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชนด้วยพระองค์เอง ทรงนิมนต์พระสงฆ์เข้าเรียนพระไตรปิฎกในมหาปราสาท โปรดให้พิมพ์รอยพระพุทธบาทจำลอง ทรงสร้างพระ มหาธาตุบรรจุพระสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากศรีลังกา ทรงปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกาไว้หลังพระมหาธาตุ และทรงริเริ่มจัดระเบียบคณะสงฆ์ออเป็น 2 ฝ่าย คือ คามวาสี กับอรัญญวาสี

การนับถือผีและศาสนาพราหมณ์ ในสมัยสุโขทัย
มีการปราฏหลักฐานการนับถือผี หรือเทพยดาซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมของชาวสุโขทัยก่อนการรับพระพุทธศาสนาและพราหมณ์นศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า


“เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัย (ทิศใต้) มีพระขพุงผี เทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ว ขุนใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ว ไหว้ดีผีถูก เมืองนี้เที่ยงเมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดี พลีบ่ถูก ผีในเขาอันบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย”


ท่าน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ปราชญ์และอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเคยกล่าวถึงความเชื่อในเรื่องผี ของชาวสุโขทัยไว้ว่า


“แม้ทั้งๆ ที่ศิลาจารึกจะมีข้อความหลายตอนแสดงศรัทธาไหว้พระในพระพุทธศาสนา ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องไหว้ผี คนไทยตั้งแต่โบราณมาจนถึงบัดนี้ก็ยังถือผี เพราะเมื่อเรายังอยู่ของเราที่บ้านเดิมมณฑลฮุนหนำก่อนเข้าถึงพระพุทธศาสนา เราถือของเรามาอย่างนั้นจนติดสันดาน จึงดื้อประเพณีกันมาถึงทุกวันนี้ ที่กรุงเทพฯ เวลานี้ยิ่งมีศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอยู่หน้าวัดพระแก้ว สำหรับให้คนไปไหว้ดีพลีถูก วันเฉลิมพระชนมพรรษา ในหลวงทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทางพระพุทธศาสนา ฟังธรรมอยู่ดีๆ กลางพิธีนั้น  ต้องเสด็จขึ้นผลุนผลันไปเซ่นผี คือพระสยามเทวาธิราช ข้าพเจ้าเองก็มีศาลพระภูมิที่บ้านตามวาระโอกาส ถามตัวเองมาหลายครั้งแล้ว ยังให้คำตอบแก่ตัวเองไม่ได้สักที ว่าทำไมทำอย่างนั้น แต่อย่าได้นึกว่าศิลาจารึกตอนนี้ไม่มีความสำคัญ ความจริงมีความสำคัญมากเกี่ยวกับการปกครองสมัยนั้น เพราะธรรมดาคนที่มีอำนาจนั้น ถ้าไม่มีอะไรเหนือกว่า ส่วนมากหรือแทบทั้งหมดจะเหลิงอำนาจ นึกว่าตัวเองเป็นเทวดา แต่เมืองสุโขทัยนี้ดีเพราะคนเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดินยังต้องกลัวผี เป็นเครื่องยับยั้งไม่ให้เหลิงอำนาจ ถึงจะไม่อายแก่อะไร ก็ยังต้องอายแก่ผีสางเทวดา สุโขทัยจึงเป็นเมืองที่มีการปกครองดี”


ทางด้านศาสนาพราหมณ์ฮินดู มีการพบหลักฐาน อย่างศาสนาสถาน เทวรูป โดยได้รับอิทธิลของศาสนาพราหมณ์นั้นได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมขอมเดิม เป็นต้น

ศาสนาอิสลามในสมัยสุโขทัย
อย่างในสมัย พ่อขุนรามคำแหง ได้เผยแพร่อาณาเขตของกรุงสุโขทัยไปกว้างขวางทางทิศใต้จรดแหลมมลายูตลอดไปจนสุดปลายแหลม ศักราชในประวัติศาสตร์แสดงว่า ศาสนาอิสลามได้แพร่เข้ามาในอินเดียและแหลมมลายูนี้ ในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนั้น ปรากฏว่า ชาวนครศรีธรรมราชนับถือศาสนาอิสลามกันอยู่จำนวนมาก


ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 ด้านที่ 3 บรรทัดที่ 1 มีคำว่า ปสาน ซึ่งหมายถึง ตลาดขายของแห้ง และเชื่อกันว่า มาจากศัพท์เปอร์เซีย บาซาร์ หรือมลายู ประสัรฺ ซึ่งเพี้ยนมาจาก บาซาร์ ข้อความในศิลาจารึกมีว่า

“เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีตลาดปสาน มีพระอัจนะ มีปราสาท มีป่าหมากพร้าว มีป่าหมากลางมีไร่มีนา มีถิ่นมีถาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก...”


ศาสตราจารย์ยอร์ชเซเดส์ ให้คำอธิบายว่า ‘ตลาดมีห้องแถว ภาษาเปอร์เซียว่า บาซาร์’ แปลว่า ตลาดที่ตั้งประจำ หรือถนนที่มีห้องเป็นร้านค้า ใน
ภาษาไทยเขียนคำนี้หลายอย่าง เช่น ในศิลาจารึกเขียน “ตลาดปสาน” ในกฎหมายลักษณะลักพาของพระเจ้าอู่ทองเขียน “ตลาดพิศาน” เพี้ยนมาในยุคหลังๆ เขียน “ตลาดยี่สาน” ลักษณะตลาดของไทยสมัยโบราณกล่าวกว้างๆ เห็นจะมี 2 อย่าง คือตลาดที่ตั้งประจำที่อย่างหนึ่ง กับตลาดตั้งชั่วครั้งชั่วคราว อย่างที่เรียกว่า “ตลาดนัด” อีกอย่างหนึ่ง


หลักฐานเหล่านี้แสดงว่า ได้มีการค้าขายระหว่างกรุงสุโขทัยกับมุสลิมมาช้านานทีเดียว อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องที่สยามยังไม่มีประวัติศาสตร์แน่ชัด ถ้าจะกล่าวถึงระยะที่มีประวัติศาสตร์แน่ชัดลงมาก็จัดได้ว่า ความสัมพันธ์ต่างๆระหว่างสยามกับชาติอื่นๆ ที่นับถือศาสนาอิสลามนั้นมีอยู่ตลอดมา ดูตามประวัติศาสตร์ไม่ปรากฏว่าในยุคนั้นคนไทยเป็นชาติที่เดินเรือเก่งกล้าอะไรนัก เพราะฉะนั้นเรือสินค้าในสมัยนั้น น่าจะสันนิษฐานว่าเป็นของพวกอาหรับและเปอร์เซียมากกว่า

และการค้าในสมัยนั้นย่อมชักจูงให้มุสลิมมาตั้งหลักแหล่งในกรุงสุโขทัยเป็นธรรมดา แม้แต่คนเดินทะเลของหลวงในสมัยอยุธยา ก็ใช้แต่คนเชื้อสายพวกแขกจามและแขกมลายูเป็นพื้น ถึงพวกจามและชวา มลายู แม้ที่สุดจีน ก็คงไปมาถึงกันแต่ก่อนมาช้านาน  

_________________
เว็บไซต์เพื่อนบ้าน

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://siamois-wenhua.thai-forum.net
Admin
Admin
avatar

จำนวนข้อความ : 436
Join date : 20/10/2012
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ไม่มีรถเมล์ แถมอยู่ที่ Landlocked

ตั้งหัวข้อเรื่อง: สมัยล้านนา   Thu Sep 19, 2013 10:17 pm

ตองพูด

พระพุทธศาสนาสมัยล้านนา
อาณาจักรล้านนามีพระเจ้าเม็งรายครองราชย์ ณ เมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 1802-1853 ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เช่น สร้างการวัดเชียงมั่น  พระเจดีย์กู่คำหลวง วัดเจดีย์เหลี่ยม ที่เวียงกุมกาม และสร้างพระอารามวัดการโถม หรือวัดช้างค้ำ กับสร้างพระพุทธรูป 5

เมื่อ พ.ศ. 1912 พระเจ้ากือนา ได้ส่งพรราชทูตมายังกรุงสุโขทัย ทูลอาราธนาพระมหาสุมนเถระ จาดพญาลิไทย ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาและนำพระบรมสารีริกธาตุไปยังล้านนา นับเป็นการเริ่มต้นของพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ในล้านนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาพระองค์ทรงสร้างวัดบุปผาราม หรือวัดสวนดอก ในปี พ.ศ. 1914 ให้เป็นที่จำพรรษาของพระมหาสุมนเถระ ทั้งเป็นสำนักเรียนและศูนย์กลางของคณะสงฆ์แบบลังกาวงศ์ ซึ่งเดิมชาวล้านนานับถือพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากหริภุญชัย ได้หันมานับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ ที่มาจากสุโขทัยในครั้งนี้ด้วย และพระเจ้ากือนา ยังทรงสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุบนดอยสุเทพเมื่อ พ.ศ. 1916


สมัยพระเจ้าติโลกราชหรือพญาติโลกราช พระองค์ได้ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เช่นการสร้างวัดต่างๆ เช่น วัดป่าแดง วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) ทรงให้มีการสังคยนาพระไตรปิฎกในปี พ.ศ. 2020 ที่วัดมหาโพธาราม นับว่าเป็นการสังคยนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก และถือว่าเป็นครั้งแรกในดินแดนประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย นอกจากนี้พระเจ้าติโลกราชหรือพญาติโลกราช ทั้งยังทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตจากเมืองลำปางมาประดิษฐานไว้ที่เมืองเชียงใหม่ด้วย

_________________
เว็บไซต์เพื่อนบ้าน

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://siamois-wenhua.thai-forum.net
Admin
Admin
avatar

จำนวนข้อความ : 436
Join date : 20/10/2012
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ไม่มีรถเมล์ แถมอยู่ที่ Landlocked

ตั้งหัวข้อเรื่อง: สมัยอยุธยา   Thu Sep 19, 2013 10:24 pm


บอสพูด

พระพุทธศาสนาสมัยอยุธยา
อยุธยาได้รับอิทธิพลการนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์มาจาสุโขทัย พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี


สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงสละราชสมบัติออกผนวชเป็นเวลา 8 เดือน โปรดห้ประชุมกวีแต่งหนังสือมหาชาติคำหลวง โปรดห้สร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์เกิดขึ้นใน

พระเจ้าทรงธรรม ทรงศึกษาพระปริยัติธรรมมาตั้งแต่ผนวช โปรดให้สร้างมณฑปครอบพระพุทธบาทที่สระบุรี โปรดให้ราชบัณฑิตแต่งกาพย์มหาชาติ ฯลฯ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ผู้บวชเรียนอย่างดีไม่ต้องรับราชการ เป็นเหตุให้มีผู้หลบเลี่ยงราชการไปบวชกันมาก จนต้องมีการทดสอบความรู้ และผู้ปลอมบวชถูกบังคับให้ลาสิกขาเป็นจำนวนมาก


พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงส่งเสริมการอุปสมบท ผู้ที่จะเป็นขุนนางได้ต้องเป็นผู้บวชมาแล้ว เจ้านายในพรราชวังก็ผนวชทุกพระองค์ ในรัชกาลนี้มีวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาหลายเรื่องเช่น นันโทปนันทสูตรคำหลวง พระมาลัยคำหลวง ปุณโณวาทคำฉันท์ เป็นต้น เมื่อ พ.ศ. 2296 พระพุทธศาสนาในลังกาได้เสื่อมลง พระเจ้ากีติสิริราชสิงห์แห่งลังกาได้ส่งคณะทูตมายังกรุงศรีอยุธยา ขอพระสงฆ์ไทยไปทำการอุปสมบทแก่ชาวลังกา พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงได้ส่งพระอุบาลีกับพระอริยมุนี พร้อมด้วยคณะสงฆ์อีก 15 รูป เดินทางไปลังกาจนมั่นคงเป็นปึกแผ่น ต่อมาเกิดนิกายอุบาลีวงศ์หรือสยามวงศ์ ขึ้นในลังกาสืบมาจนถึงทุกวันนี้


ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในสมัยอยุธยา
พระเจ้าอู่ทองหรือพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงได้พระราชนิพนธ์วรรณคดีเรื่อง “ลิลิตโองการแช่งน้ำ” เกี่ยวกับพิธีการถือน้ำพิพัฒน์สัตยา มีสดุดีเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือ พระนารายณ์ พระศิวะ และพระพรหม มีการกล่าวเซ่นสรวงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระรัตนตรัย ผีสางเทวดา มาเป็นพยานในพิธี

สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ได้ทรงส่งกองทัพไปตีนครธมซึ่งเป็นราชธานีของกัมพูชาในปี พ.ศ. 1974 และสามารถตีได้ การชนะสงครามในครั้งนั้น พระองค์ทรงให้กวาดต้อนผู้คน จำนวนมากมายังกรุงศรีอยุธยาด้วย บรรดาผู้คนเหล่านั้น คนจำนวนหนึ่ง เป็นพราหมณ์ผู้ทรงความรู้ ซึ่งมามีบทบาทและอิทธิพลต่อราชสำนักกรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังได้มีการนำพิธีพราหมณ์ไปผสมผสานในพิธีกรรมต่างๆ เช่น โกนจุก การเกิด สะเดาะห์เคราะห์ แต่งงาน ฌาปานกิจ หรือแม้แต่ประเพณีในราชสำนักนอกจากการถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เช่นพิธีพระบรมราชาภิเษก พระราชพิธีสิบสองเดือน เป็นต้น ซึ่งพิธีเหล่านี้ยังคงได้มีการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ศาสนาคริสต์ในสมัยอยุธยา
ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 หลังจากที่ชาวโปรตุเกสได้อินเดียบางส่วนมาเป็นเมืองขึ้นแล้ว ในปี พ.ศ. 2053 ได้มาพบมะละกาเข้า และเห็นว่าเป็นทำเลที่ดีจึง ประกอบกับต้องการที่จะแก้แค้นพวกอิสลามอันเป็นบัญชาของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 6 แห่งโปรตุเกส ซึ่งเคยทำสงครามศาสนากันมาในยุโรป จึงรบแย่งชิงมะละกาจากมลายู และทราบภายหลังว่ามะละกาเป็นเมืองขึ้นของสยาม จึงได้ส่งทูตมาขอเจริญสัมพันธไมตรีเพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพสยามยกทัพตีมะละกาคืน ในปี พ.ศ. 2061 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงเห็นว่ามะละกาห่างจากกรุงศรีอยุธยามาก อีกประการหนึ่งโปรตุเกสมีกำลังและอาวุธเหนือกว่า จึงยอมเป็นไมตรีด้วย นับแต่นั้นมาชาวโปรตุเกสคือชาวตะวันตกชาติแรกที่ตั้งถิ่นฐานในดินแดนประเทศไทย และต่อมาก็มีชาวตะวันตกชาติต่างๆ เดินทางเข้ามาในสยามมากขึ้นเรื่อยๆ

ใน ปี พ.ศ. 2152 ในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็ได้มีบาทหลวงเยซูอิตจำนวนหนึ่งเข้ามาสมทบกับคณะฟรังซิสกันและโดมินิกัน ทำงานเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ภายใต้การนำของบาทหลวงบาร์เธลมีย์ เดอ เซแกรา การดำเนินงานของคณะทูต ไม่ค่อยจะได้ผล เพราะฉะนั้นบาทหลวงเหล่านี้จึงหันมาเอาใจใส่พวกโปรตุเกสแทน ซึ่งเข้ามาและค้าขายในสมัยกรุงศรีอยุธยา


งานเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในสยามล้มเหลว เนื่องจากสาเหตุหลายประการ แต่ที่สำคัญคือขาดผู้นำพื้นเมือง ประมาณปี พ.ศ. 2193 บาทหลวงเอ เดอ โรดส์ ก็ได้เดินทางไปยังกรุงโรมเพื่อจะกราบทูลต่อพระสันตะประปาอินโนเซนต์ที่ 10 เพื่อต้องการให้มีสังฆราชขึ้นในเอเชีย พระสันตะประปาจึงส่งพระสังฆราชทั้งสามคือ สังฆราชปิแอร์ ลังแบร์ต เดอ ลาม็อต สังฆราชบัลลือและสังฆราชโกโต แลนดี มายังตะวันออกไกลเพื่อผลิตบาทหลวงพื้นเมืองขึ้น


ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการติดต่อค้าขายเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสและนครรัฐวาติกัน พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ได้พยายามให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นคริสตัง แต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็มิทรงเข้ารีตแต่ให้อิสระต่อชาวสยามในการเลือกนับถือศาสนาแทน และสมัยนี้ศาสนาคริสต์ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการยึดอาณานิคมกรุงศรีอยุธยาแต่ไม่สำเร็จ เพราะสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงเสด็จสวรรคตไปเสียก่อน


ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา พระองค์ได้ทรงขับไล่พวกฝรั่งเศสให้ออกไปจากสยาม แต่อย่างไรก็ตามภายหลังเพราทรงเห็นว่ากองทัพและอิทธิพลของฝรั่งเศสในสยามหมดลงแล้ว สมเด็จพระเพทราชาก็ทรงอนุญาตให้ทำการสอนศาสนาคริสต์ต่อไปได้ และทรงพระราชเงินเพื่อก่อสร้างวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยาต่อให้สำเร็จ ในรัชกาลนี้การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ต้องเปลี่ยนไปจากการแทรกแซงทางการเมือง ได้ถูกการจำกัดการเผยแผ่มากขึ้น เพราะถูกมองว่าเป็นภัยต่อชาติ คณะบาทหลวงจึงใช้วิธีการกลืนและปลอมแปลง เช่น การใช้ชีวิตแบบพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา การทำความสนิทสนมกับพระภิกษุสงฆ์ แล้วถือบวชโดยการแต่งกายนุ่งห่มจีวร ทำตนเคร่งครัดสันโดษแบบพระภิกษุสงฆ์ ทำการเยี่ยมเยียนไปมาหาสู่เสมอ แต่พยายามหาทางชักชวนให้พระภิกษุเข้ารีต โดยคิดว่าหากทำสำเร็จจะทำให้ผู้อื่นคล้อยตามได้โดยง่าย แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ


ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ ได้มีการจำกัดการทำงานของบาทหลวงไม่ให้สร้างวัด โบสถ์ ของศาสนาคริสต์เพิ่มในเวลานั้นชาวสยามเข้ารีตน้อยมาก ในกรุงศรีอยุธยามีคริสตังฝรั่ง ประมาณ 20 ครอบครัว คริสตังชาวสยาม 80-90 ครอบครัว นอกนั้นเป็นญวน ประมาณ 500 คน
ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ทางราชการได้มีการหนังสือปุจฉาวิสัชนาและอีกหลายเล่มที่สังฆราชลาโน เขียนพาดพิงดูหมิ่นพระพุทธศาสนา คือหนังสือปุจฉาสัชนา จึงได้มีการออกกฎ 4 ข้อว่า
1. ห้ามเขียนหนังสือสอนศาสนาคริสต์เป็นภาไทยและภาษาบาลี
2. ห้ามประกาศศาสนาแก่คนไทย มอญและลาว
3. ห้ามชักชวนคนไทย มอญ และลาวเป็นคาทอลิก
4. ห้ามติเตียนศาสนาของไทย
ต่อมาได้มีการจำไปจารึกบนแท่นหินและไปปักไว้ประตูวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา พวกมิชชันนารีเรียกศิลาจารึกพระราชโองการนี้ว่า “หินแห่งความอัปยศ”


ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้มีทหารและกะลาสีเรือชาวฮอลันดาก่อความวุ่นวายภายในประเทศ เช่นการทุตีและฆ่าพระภิกษุสงฆ์ เมื่อความทราบถึงพระเจ้าอยู่หัว จึงมีรับสั่งให้ปิดแม่น้ำห่างจากห้างของฮอลันดาเล็กน้อย เพื่อฟ้องกันไม่ให้เล็ดลอดไปได้ พวกคริสตังได้รับคำสั่งต่อสู้กับชาวฮอลันดา (ซึ่งชาวฮอลันดาเป็นโปรตสแตนท์หรือคริสเตียน ในสมัยนั้นโปรตเสแตนท์ยังไม่เน้นการเผยแผ่ศาสนา เท่าชาวคริสตังนัก) ต่อมาชาวฮอลันดาได้ยอมรับความผิดและพ่ายแพ้จึงถูกขับไล่ออกนอกสยาม เมื่อพวกฮอลันดาออกไปแล้วพระเจ้าเอยู่หัวบรมโกศทรงชมเชยชาวคริสตังมาก และทรงอนุญาตให้ขอร้องตามความต้องการตอบแทนความดี พระสังฆราชได้ กราบทูลพระองค์ท่านให้เอาหินอัปยศออก แต่พระองค์ท่านกลับสั่งให้ตั้งหินนั้นให้เด่นกว่าเดิม ในที่สุดพวกคริสตังจึงถวายขอ 3 ข้อคือ

1. ขอโปรดให้ยกเว้นภาษีสำหรับผู้ที่กลับใจมาเป็นคริสตัง
2. ขอให้พวกคริสตังตกปลาได้ โดยไม่ต้องเสียอากร
3. ขอพระราชทานที่ดินเพิ่มเติมจากที่มีอยู่

ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีพระราชสาสน์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เพื่อเป็นการเจริญสัมพันธไมตรีมากขึ้น จึงไม่มีการกล่าวถึงศาสนาคริสต์อีกในพระราชสาสน์จากพระเจ้าหลุยส์ที่ 15


ศาสนาอิสลามในสมัยอยุธยา
อิสลามในสมัยอยุธยา เป็นธรรมดาอยู่เองเมื่อบรรดามุสลิมได้ตั้งรกรากอยู่ครั้งกรุงสุโขทัย  ก็ย่อมสืบเชื้อสายมาในสมัยอยุธยาด้วย

กรมศิลปากรได้ขุดกรุพระปรางค์ที่วัดราชบูรณะ ซึ่งสร้างในแผ่นดินพระเจ้าสามพระยา คือ พระบรมราชาธิราชที่ 2 ผู้เสวยราชย์เมื่อ พ.ศ.1961 สวรรคตเมื่อ พ.ศ.1977 หรือประมาณ ค.ศ.1418-1434 อันเป็นสมัยต้นๆ ของกรุงศรีอยุธยา ในบรรดาเครื่องสมบัติต่างๆ ที่ได้พบมีเหรียญทองอยู่ 2 อัน มีอักษรอาหรับจารึกไว้ด้านหนึ่งว่า สุลฏอนอัล-อฺาดิล และอีกด้านหนึ่งว่า ชัยนุลอฺบิดีนมะลิก ปรากฏว่าเป็นเหรียญทองคำที่ทำขึ้นในประเทศแคชเมียร์ (กัชมีรฺ) ในรัชกาลของกษัตริย์ซัยนุลอฺาบิดีน ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมุสลิม

มีพวกแขกเทศเหล่านี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางด้านตะวันตกของกรุงศรีอยุธยาและยังมีท่าน้ำทำเลค้าขาย เรียกว่า ท่ากายี คำนี้เป็นศัพท์เปอร์เชีย คงจะเพี้ยนมาจากคำ อากฺอ (Aqa) ซึ่งแปลว่าหัวหน้า ส่วนยี (ตามอักษรเทียบเป็น ญี) นั้น เดิมเข้าเพื่อแสดงคารวะ เช่น ครับหรือใต้เท้า คำนี้ยังเป็นนามสกุล อากายี ของพวกเจ้าเซ็นตระกูลหนึ่งทุกวันนี้ คำอากาดาน (Aghakhan) ก็เพี้ยนจากศัพท์นี้ ในบริเวณมีกุฎีทอง ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า โคกแขกบ้าง โคกกุฎีทองบ้าง ท่านเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ว่าเป็นสุเหร่าของเฉกอะหฺมัด นอกนั้นมีพวกอินโดนีเชียหรือมลายูที่มาจากเกาะมากาซ่า ไทยเรียกมักกะสัน ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ปากคลองตะเคียน

คำว่า จุฬาราชมาตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งฝ่ายมุสลิมให้ข้อปรึกษาด้านศาสนาอิสลามแก่กรรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการขณะนี้ ก็มีประวัติมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ในทำเนียบศักดินาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีทำเนียบตำแหน่งขุนนาง ซึ่งในชั้นหลังเรียกว่า “กรมท่าขวา” มี “พระจุลาราชมนตรี” เป็นหัวหน้าฝ่ายแขก คู่กับ “หลวงโชฎึกราชเศรษฐี” หัวหน้าฝ่ายจีน  

ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สันนิษฐานว่าสมัยนี้สร้างมัสยิดกรือเซะ ปัจจุบันอยู่ที่จังหวัดปัตตานี

พระยาจุลาราชมนตรีที่เป็นตำแหน่งเจ้ากรมท่าขวานั้นมีตัวปรากฏมาแต่แผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ ในพงศาวดารของเราไม่ค่อยพบ แต่ในหนังสือฝรั่งกล่าวถึงบ่อย เช่นเมื่อตอนอังกฤษเริ่มเข้ามา กล่าวถึงพระจุลา พร้อมทั้งขุนศรียศ “เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงทราบว่ามีชาว ยุโรปอีกชาติหนึ่งเข้ามาเยือนกรุงศรีอยุธยา ก็ทรงโปรดให้ออกพระจุลา และข้าราชการผู้ใหญ่อีกหลายท่านออกไปต้อนรับเพื่อนำเฝ้า” ในแผ่นดินนี้เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ไทยส่งทูตไปเจริญพระราชไมตรีกับประเทศฮอลันดา โดยได้ไปถึงเมืองนั้น ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม ข้างฮอลันดาว่า มีขุนนางแขก  คือพระจุลา กับพระศรีเนาวรัตน์ เป็นพวกเข้าข้างพระศรีศิลป์ว่าควรได้ราชสมบัติ ขัดแย้งกับพระยาศรีวรวงศ์ ซึ่งได้เป็นพระเจ้าปราสาททองในภายหลังที่พวกฝรั่งกล่าวถึงพระจุลาบ่อย ก็คงเป็นเพราะอยู่กรมท่า มีหน้าที่ต้องติดต่อกับชาวต่างประเทศทั่วไปในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ

ที่คลองบางกอกใหญ่ได้มีมุสลิมตั้งภูมิลำเนาค้าขาย อยู่บกก็มี อยู่แพก็มีมาแล้วเช่นกัน ในสมัยนั้นไทยมุสลิมเรียกมัสยิดของตนว่า กุฎี และบางครั้งก็เพี้ยนเป็นกะฎีหรือเขียนเป็นกะดี กล่าวกันว่าชาวไทยมุสลิมที่คลองบางกอกใหญ่นั้นมีมาก่อนสมัยพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2153-2171 ค.ศ.1610-1628) กระดานจารึกอักษรอาหรับซึ่งถูกไฟไหม้บางส่วนครั้งอยุธยาเสียกรุงลอยน้ำมา และชาวคลองบางกอกใหญ่เก็บรักษาไว้ที่มัสยิดต้นสนจนบัดนี้ นั้นก็เป็นหลักฐานอีกประการหนึ่ง

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์เกี่ยวกับนิทานอิหร่านราชธรรมว่า “มีเค้าเงื่อนในพงศาวดารว่า เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯให้เข้ารีตศาสนาอิสลาม เหมือนอย่างที่พวกฝรั่งเศส พยายามเกลี้ยกล่อมจะให้เสด็จเข้ารีตศาสนาคริสตัง ฑูตเปอร์เชียเข้ามาในครั้งนั้นคงจะพาครูบาอาจารย์ที่ชำนาญศาสนาและราชธรรมทางประเทศเปอร์เชียเข้ามาด้วย บางทีจะนำหนังสือเรื่องนี้เข้ามา และสมเด็จพระนารายณ์ให้แปลออกเป็นภาษาไทยในครั้งนั้น เหตุด้วยหนังสือเรื่องนี้ว่าด้วยราชธรรมเป็นพื้น ไม่สู้เกี่ยวกับศาสนาจึงรักษาไว้เป็นแบบฉบับสืบมา”

สิ้นสมัยพระนารายณ์ฯ เป็นแผ่นดินพระเพทราชา ทางไมตรีกับฝรั่งต่างประเทศขาดกันการค้ากับต่างประเทศก็เป็นอันยุติลง ขุนนางแขกแท้ ก็คงเริ่มร่อยหรอ เมื่อขึ้นแผ่นดินใหม่ มีชื่อ “พระยาหุเซงขาน” อยู่คนหนึ่ง ที่พงศาวดารว่าหายหน้าไปตอนเกิดวุ่นวายแล้วมาเฝ้าพระเพทราชาและคงรับราชการต่อไป ท่านผู้นี้น่าเป็นแขกเปอร์เซียหรือไม่ก็แขกอินเดีย คือ หุสัยน์คาน ตั้งแต่สิ้นแผ่นดินพระเพทราชาแล้ว มาอีกหลายแผ่นดิน ก็ไม่พบชื่อและเรื่องราวขุนนางแขกในพงศาวดารอีกเลย

จนถึงแผ่นดินพระบรมโกศ (พ.ศ.2275-2301 ค.ศ.1732-1758) จึงปรากฏว่า สกุลเฉกะอิหฺมัดได้เป็นที่ “พระเจ้าพระยาเพชรพิชัย (ใจ)” และมีบุตรได้เป็นพระยาวิชิตณรงค์ ราชทินนามนี้เป็นตำแหน่งเจ้ากรมเขนทองซ้าย กรมอาสาหกเหล่า ต่อมาพระยาวิชิตณรงค์ได้เป็นพระยาจุลาราชมนตรี และตอนนี้เห็นจะโปรดตั้งให้เป็น “หัวหน้าแขก” ทั่วไป

_________________
เว็บไซต์เพื่อนบ้าน

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://siamois-wenhua.thai-forum.net
Admin
Admin
avatar

จำนวนข้อความ : 436
Join date : 20/10/2012
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ไม่มีรถเมล์ แถมอยู่ที่ Landlocked

ตั้งหัวข้อเรื่อง: สมัยธนบุรี   Thu Sep 19, 2013 10:26 pm

ให้นัทพูด

ศาสนาพุทธในสมัยกรุงธนบุรี
หลังจากสถาปนากรุงธนบุรีแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ได้ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ซึ่งเสื่อมโทรมลงไปเพราะสงครามเสียกรุงครั้งที่ 2 โดยทรงรับสั่งให้สืบหาพระสงฆ์ที่ทรงคุณธรรมจากทุกแห่งมาให้ประชุมกันที่วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม ในปัจจุบัน) เพื่อคัดเลือกพระสงฆ์ที่มีคุณสมบัติขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งในที่ประชุมได้พร้อมใจกันเลือกพระอาจารย์ศรี วัดป่าประดู่ แห่งกรุงศรีอยุธยาเป็นสมเด็จพระสังฆราช รับผิดชอบในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา


จากนั้น พ.ศ. 2319 โปรดให้จัดสร้างสมุดภาพไตรภูมิอันวิจิตรยาว 38 เมตร พระองค์ทรงใฝ่พระทัยในการบำเพ็ญกรรมฐานมากจนทีเรื่องว่าพระองค์สติฟั่นเฟือน ถึงกับพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพระสงฆ์ด้วยการดำน้ำ และทรงให้พระสงฆ์กราบไหว้พระองค์ ด้วยเข้าพระทัยว่าพระองค์เป็นพระโสดาบัน พระสงฆ์ที่ไม่ยอมทำตามก็ถูกลงโทษ ทำให้เกิดเหตุวุ่นวาย สุดท้ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องมาระงับเรื่อง พรองค์ถูกสำเร็จโทษเป็นอันสิ้นแผ่นดิน


ศาสนาคริสต์สมัยธนบุรี
เมื่อบ้านกรุงศรีอยุธยาถูกเผา ก็เป็นโอกาสดีที่หินแห่งความอัปยศถูกทำลายไป ในรัชสมัยนี้พระเจ้าตากสินมหาราชทรงพรราชทานที่ดิน แถวกุฎีจีน สร้างวัดคาทอลิกนามว่า วัดซางตาครูซ แต่เนื่องจากบาทหลวงได้ทูลขอให้ไม่ให้คริสตังถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เพราะว่าผิดหลักศาสนา ทำให้พระเจ้าตากสินไม่พอพระทัยและทำการสั่งห้ามไม่ให้ชาวไทยและชาวมอญเข้ารีตศาสนาคริสต์และอิสลาม


ศาสนาอิสลามสมัยธนบุรี
สมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ที่พระราชวังเดิม นั้นตั้งอยู่ใกล้กับมัสยิดต้นสนซึ่งเป็นมัสยิดเก่าแก่ในบางกอกที่ขึ้นตั้งแต่ครั้นรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา บรรดาข้าราชการ พ่อค้า ทหารแม่ทัพยายกองชาวมุสลิมที่อยู่ใกล้ชิดสนองพระบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินจึงรับราชการอยู่ใกล้มัสยิดต้นสน ทำให้มัสยิดแห่งนี้มีผู้คนเข้ามาประกอบพิธีกรรมทางศาสนามากขึ้น จนกลายเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามในสมัยนั้น แต่ทว่าชาวมุสลิมไม่สามารถถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เพราะว่าผิดหลักศาสนา ทำให้พระเจ้าตากสินไม่พอพระทัยและทำการสั่งห้ามไม่ให้ชาวไทยและชาวมอญเข้ารีตศาสนาคริสต์และอิสลาม

_________________
เว็บไซต์เพื่อนบ้าน

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://siamois-wenhua.thai-forum.net
Admin
Admin
avatar

จำนวนข้อความ : 436
Join date : 20/10/2012
ที่อยู่ : ถนนเจริญยาก ไม่มีรถเมล์ แถมอยู่ที่ Landlocked

ตั้งหัวข้อเรื่อง: สมัยรัตนโกสินทร์   Thu Sep 19, 2013 10:32 pm

ให้พีชกับยุ้ยแบ่งกันพูด

พระพุทธศาสนาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระพระพุทธยอดฟ้าโลกมหาราช ล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 หลังจากทรงตั้งราชธานีใหม่ ก็ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เช่น โปรดให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ทรงประกาศใช้กฎหมายคณะสงฆ์ ทรงให้ทำสังฆยนาพระไตยปิฎกครั้งที่ 9 ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ (วัดมหาธาตุวราชรังสฤษฎิ์ในปัจจุบัน) เป็นต้น

เกิดพระญวนมีในประเทศไทยครั้งแรกปี พ.ศ.2316 เนื่องจากประเทศเวียดนามเกิดจลาจลที่เมืองเว้ซึ่งเป็นเมืองหลวง จึงมีเจ้านายเชื้อพระวงศ์ญวนที่นับถือพระพุทธศาสนามหายาน พาบ่าวไพร่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้สร้างวัดมหายานแห่งแรกที่แถวตำบลบ้ามหม้อ และตำบลบ้านญวน ต่อมาในรัชกาลที่1 ก็มีชาวญวนที่นับถือพระพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนาอพยพเข้ามาอีก กลุ่มที่เป็นชาวพุทธก็ได้สร้างวัดขึ้นที่กรุงเทพฯ จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดจันทบุรี ต่อมาได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระบามทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


รัชกาลที่2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีพระราชดำริกับสมเด็จพระสังฆราช(มี) ให้ประกอบพิธีเนื่องในวันวิสาขบูชาเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ.2360 ทรงปฏิสังขรณ์วัดเก่า เช่น วัดอรุณราชวราราม วัดโมลีโลกยาราม เป็นต้น สามปีต่อมาก็ได้โปรดให้มีการสังคายนาสวดมนต์ โปรดให้มีการจัดการศึกษา พระปริยัติธรรมหลักสูตรภาษาบาลีจาก 3 ชั้น คือ เปรียญตรี โท เอก เป็นแบบ 9 ประโยคขึ้น (ดู ประวัติศาสตร์การศึกษาบาลีฯ, 2547) และยังทรงจัดส่งสมณทูตไปเจริญศาสนสัมพัมธ์กับศรีลังกา แล้วนำหน่อพระศรีมหาโพธิ์มา 6 ต้น โปรดให้นำไปปลูกที่นครศรีธรรมราช 2 ต้น วัดมหาธาตุฯ 1 ต้น วัดสระเกศ 1 ต้น และที่รัฐกลันตัน 1 ต้น


พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 โปรดให้สร้างและบูรณะปฏิสังขรวัดต่างๆ มากที่สุดถึง 53 วัด ทรงให้ชำระพระไตรปิฎก และทรงส่งสมณทูตไปลังกา 2 ครั้ง และในรัชกาลนี้ กิดคณะสงฆ์ใหม่เรียกว่า คณะธรรมยุต ต่อมา เรียกว่า ธรรมยุตินิกาย

เจ้าฟ้ามงกุฎ ได้ผนวชเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ.2360 และหกปีต่อมาก็ผนวชเป็นพระภิกษุแล้วประทับอยู่ ณ วัดมหาธาตุที่สถิตของสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ทรงศึกษารอบรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก อรรถกถาฎีกาและภาษาสันสกฤต ทรงตั้งคณะธรรมยุติกนิกายขึ้นในประเทศไทยและพระสงฆ์รามัญก็มีสาวนเกี่ยวข้องกับธรรมยุติกนิกายนี้อย่างมาก พระภิกษุสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎทรงอ่านพระไตรปิฎกจนเข้าพระทัย ตลอดจนคัมภีร์อื่นๆอย่างพินิจพิจารณา จนทรงเห็นว่าวัตรปฏิบัติที่พระสงฆ์ไทยประพฤติอยู่นั้นคลาดเคลื่อนผิดกับพุทธบัญญัติมากนัก


รัชกาลที่4 พระองค์ทรงลาผนวชแล้วเสด็จขึ้นครองราชย์ พ.ศ.2394 เมื่อพระชนมายุได้ 47 พรรษา การที่ได้ทรงผนวชอยู่นานนั้นเป็นประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินเป็นอย่างมาก เพราะทรงมีการเสด็จในสถานที่ต่างๆ ทรงทราบเหตุการณ์บ้านเมืองและข้อบกพร่อง ทรงรู้ทันต่อเหตุการณ์ทั่วไป  รู้ภาษาอังกฤษ  รู้นิสัยใจคอของฝรั่งที่จะต้องสัมพันธ์ในทางราชการ ทรงสร้างวัดใหม่หลายวัดคือ วัดบรมนิวาส วัดโสมนัสวิหาร วัดปทุมวนาราม เป็นต้น กับทรงบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์ ทรงโปรดให้มีพิธี”มาฆบูชา”ขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2394พระองค์ทรงอุปถัมภ์พระสงฆ์ญวน  และทรงโปรดให้พระสงฆ์อนัมนิกายประกอบพิธีกรรมในพิธีหลวงตั้งแต่นั้นมา นับว่าเป็นการรับรองเป็นทางการแก่พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานขึ้นเป็นครั้งแรก


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 โปรดให้ชำระพระไตรปิฎก และพิมพ์พระไตรปิฎกด้วยอักษรไทยเป็นครั้งแรก ทรงสถาปนาสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย 2 แห่ง คือ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหามกุฎราชวิทยาลัย โปรดให้ตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 นอกจากนี้ยังทรงให้สร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดเบญมบพิตร วัดนิเวศธรรมประวัติ เป็นต้น

รัชกาลที่6 พ.ศ.2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปราดเปรื่องความรู้ทางพระพุทธศาสนามากถึงกับทรงพระราชนิพนธ์หนังสือที่สั่งสอนอบรมข้าราชการด้วยพระองค์เอง คือ เทศนาเสือป่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เป็นต้น

พระองค์ทรงเห็นว่าการปกครองคณะสงฆ์เสื่อมโทรมมานาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชทานอำนาจสิทธิขาดในการปกครองคณะสงฆ์แก่สมเด็จพระสังฆราช ในยุคนั้นก็คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรส ทำให้พระสงฆ์ปกครองกันเองจนถึงบัดนี้ จากนั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ก็ทรงปรับปรุงการปกครองให้คณะสงฆ์เจริญรุ่งเรืองทุกทาง โดยทรงคิดแบบตราประจำตำแหน่งเจ้าคณะต่างๆใหม่ทั้งหมด ทรงออกพระมหาสมณวินิจฉัยว่าด้วยเรื่องอธิกรณ์ ปัญหาวินัยบัญญัติ และระเบียบการห่มผ้า เป็นต้น


ทรงเปลี่ยนแปลงแก้ไขหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ใหม่ที่ได้ใช้มาจนทุกวันนี้ คือ ทรงนำวิธีการสอบบาลีสนามหลวงโดยการเขียนมาใช้แทนการสอบปากเปล่าเป็นครั้งแรก ทรงเริ่มการศึกษาปริยัติธรรมหลักสูตรใหม่เรียกว่านักธรรม ตั้งแต่ชั้นตรี โท และเอก โปรดให้พิมพ์คัมภีร์อรรถกถาพระไตรปิฏกเพื่ออุทิสถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง และเนื่องในการบำเพ็ญกุศลถวายสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ นอกจากนี้แล้วพระบรมวงศานุวงศ์ยังได้บริจาคทรัพย์พิมพ์คัมภีร์วิสุทธิมรรค และมิลินทปัญหา เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 โปรดให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่ม จำนวน 45 เล่ม เรียกว่า พระไตรปิฏกสยามรัฐ นอกจากนี้ยังโปรดให้มีการแต่งหนังสือสอนพระพุทธศาสนาสำหรับเด็ก และแจกจ่ายในงานพระราชพิธีวิสาขบูชาเป็นประจำทุกปี

รัชกาลที่ 8 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางศาสนจักรได้มีการประกาศพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่ พ.ศ.2484 โดยถ่ายแบบมาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีสาระสำคัญให้พระสงฆ์ควรมีนิกายเดียว คือ "คณะสงฆ์ไทย" ไม่แบ่งแยกเป็นคณะธรรมยุติกนิกาย และคณะมหานิกาย จากนั้นรัฐบาลได้สร้างวัดพระศรีมหาธาตุบางเขน แล้วอาราธนาพระสงฆ์ ทั้งสองนิกายไปอยู่รวมกันเพื่อรวมนิกายทั้งสองเป็นอันเดียว

ในยุคนี้มีการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย 2 สำนวนคือ สำนวนแปลโดยอรรถ และสำนวนเทศนาพิมพ์ในใบลาน และมีการเปลี่ยนชื่อจากกระทรวงธรรมการเป็นกระทรวงศึกษาธิการ และกรมธรรมการเป็นกรมศาสนา และเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจนถึงปัจจุบัน ในปลายรัชกาลนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการศึกษาปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์ คือ ได้ประกาศยกเลิกการสอบบาลีสนามหลวงที่เป็นการเขียนด้วยตัวอักษรขอมแต่เดิม ให้เขียนสอบบาลีด้วยอักษรไทย เนื่องจากพระสงฆ์ที่รู้จักอักษรขอมมีน้อย ทำให้พระที่เรียนบาลีต้องหาอาจารย์สอนอักษรขอมเพิ่มเติมอีก จึงเป็นเหตุให้ไม่นิยมใช้อักษรขอมจารึกคัมภีร์ในพระพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับศาสนาและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาในด้านต่างๆ เป็นอย่างดี เช่น ผนวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ทรงให้มีการสังคยานาพระไตรปิฎก ทรงให้วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ทรงให้มีการสร้างพุทธมณฑล เนื่องในโอกาสฉลอง 25 พุทธศตวรรษที่นครปฐมเป็นต้น


ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูสมัยรัตนโกสินทร์
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการฟื้นฟูพิธีพราหมณ์อีกครั้งอย่าง พระราชพิธีพืชมงคลแรกนาขวัญ พิธีโล้ชิงช้า พระราชพิธีโล้ชิงช้า พระราชพิธีพิรุณศาสตร์ พระราชพิธีสิบองเดือน นอกจากนี้มีบทบาททางศาสนาพิธีกรรมและศาสนาแล้ว ศาสนาพราหมณ์ยังมีบทบาทต่อสังคมไทยด้านกฎหมาย การปกครอง และโหราศาสตร์อีกด้วย

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูชาวอุตตรประเทศและปัญจาบได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร โดยผู้ที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากอุตรประเทศส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างและรับราชการ ส่วนผู้นับถือพราหมณ์-ฮินดู จากอุตรประเทศได้ร่วมกันจัดสร้าง วัดวิษณู แถววัดดอน ส่วนผู้นับถือพราหมณ์-ฮินดูจากปัญจาบด้าร้าง เทพมณเฑียร ขึ้นที่บริเวณเสาชิงช้า นอกจากนี้ชาวอินเดียเผ่าทมิฬ ขึ้นที่บริเวณใกล้เสาชิงช้า นอกจากนี้ชาวอินเดียเผ่าทมิฬยังสร้าง วัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือวัดแขกสีลมขึ้น นับถือ

ในส่วนทางด้านพิธีกรรมพราหมณ์ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 บทบาทของพราหมณ์ในสังคมไทยได้ลดน้อยลงดังจะเห็นได้จากเดิมที่มีพราหมณ์ประกอบพิธีต่างๆ นับร้อยคน แต่ปัจจุบันมีเหลือยู่เพียงไม่ถึงร้อยคน อย่างไรก็ดีบรรดาพราหมณ์ราชครูต่างๆ ก็ยังอยู่ในพระบรมราชูปถัมป์ รับผิดชอบและดูแลการประกอบพิธีกรรมสำหรับราชสำนัก รวมถึงยังมีชุมชนพราหมณ์ และศาสนสถานสำหรับการประกอบพิธีกรรมกระจายเกือบทั่วประเทศ โดยมีเทวสถานโบสถ์พราหมณ์เป็นศูนย์กลางหลักของบรรดาพราหมณ์และผู้เคารพนับถือพราหมณ์


ศาสนาคริสต์สมัยรัตนโกสินทร์
ข่าวสิ้นรัชสมัยพระเจ้าตากสิน และข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้รับราชสมบัตินั้น ก่อให้เกิดเรื่องน่ายินดีของบาทหลวงกูเดเป็นอย่างยิ่ง เพราะบาทหลวงกูเดเคยรู้จักกับพระองค์ ตั้งแต่เป็นพระยาจักรีมาก่อน เป็นโอกาสดีที่จะได้รับอนุญาตให้เข้ามาในพระราชอาณาเขตได้ ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงจำเป็นต้องฟื้นฟูประเทศ และติดต่อกับชาติตะวันตก พระองค์จึงทรงมีพระราชสาสน์ไปเมืองมาเก๊า ซึ่งเป็นศูนย์กลางของโปรตุเกสเพื่อเจรจาการค้า เจ้าเมืองมาเก๊าในนามของกษัตริย์โปรตุเกส ได้มีพระราชสาสน์ตอบมาเจริญสัมพันธไมตรีอีกครั้งหนึ่ง จึงได้เดินทางเข้ามาในบางกอกอีกครั้งในปี พ.ศ. 2330 และได้รับแต่งตั้งจากกรุงโรมให้เป็นพระสังฆราชประจำมณฑลสยาม

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว หมอบรัดเลย์ แพทย์มิชชันนารี ชาวอเมริกัน ได้นำศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์มาเผยแผ่ในสยามเป็นครั้งแรก แม้ศาสนาคริสต์จะไม่ค่อยประสบผลสำเร็จในการผูกใจชาวสยามนัก แต่ชนะใจชาวสยามด้วยวิทยาการใหม่ๆ เช่น การกำจัดโรคร้าย การผ่าตัด การทำคลอด การถอนฟัน โรงพิมพ์ วิทยาการแขนงใหม่ๆ ต่างๆ เป็นต้น

ศาสนาซิกข์สมัยรัตนโกสินทร์
เดิมทีนั้นชาวซิกข์มีอาณาจักรของตนเองเรียกว่า แคว้นปัญจาบ และมีกษัตริย์ปกครองแคว้นในขณะนั้นนามว่า มหาราชรัญยิตซิงห์ ต่อมาแคว้นปัญจาบได้ถูกอังกฤษผนวกเข้ากับอินเดีย ทำให้เกิดความไม่สงบในดินแดนนั้น พ่อค้าชาวซิกข์จึงได้ออกเดินทางไปค้าขายกับประเทศอื่นๆ และมีบางส่วนเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ชาวซิกข์ที่เข้าสู่ประเทศไทยรุ่นแรก เดินทางเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยสังกัดสถานทูตอังกฤษถือสัญชาติอังกฤษ และมักประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายผ้า ดังที่ขุนวิจิตรมาตราบันทึกไว้ในหนังสือเรื่องกรุงเทพฯ เมื่อ 70 กว่าปีก่อน

ต่อมาชาวซิกข์มีลูกหลานมากขึ้น และมีสัญชาติไทย เรียกได้ว่าชาวไทยที่นับถือศาสนาซิกข์ เช่นเดียวกับชาวไทยผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม คริสต์และฮินดู

_________________
เว็บไซต์เพื่อนบ้าน

http://konklungtalay.thai-forum.net/

http://50secretsbkk.thai-forum.net/
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว http://siamois-wenhua.thai-forum.net
 
ศาสนาเตรียมอ่าน
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1
 Similar topics
-
» ชุมชนริมน้ำจันทบูร
» การอนุรักษ์ชุมชนริมน้ำจันทบูร
» ซึมเศร้า
» ครูศิลปะ
» อาชีพที่รวยเร็วที่สุด

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
วัฒนธรรมและชาวต่างชาติในสยาม :: ตัวเก็บวัฒนธรรมจังหวัด :: หวงห้ามๆ เหอเหอ ของวอร์และกลุ่มศาสนา-
ไปที่: